ชำแหละโครงสร้างราคาน้ำมัน

 

   ราคาน้ำมันบ้านเรามีการปรับขึ้นลงบ่อยจังช่วงนี้ หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมราคา น้ำมันถึงปรับขึ้นลง
อะไรคือปัจจัยในการขึ้นลงของราคา ใครเป็นคนกำหนดราคา ทัสพาวเพื่อนรู้ใจคนใช้น้ำมัน จะมาสรุป
ให้ทุกท่านคลายความสงสัย

ชำแหละ....โครงสร้างราคาน้ำมัน

ที่มา: สำนักนโยบายและแผนพลังงาน

โครงสร้างที่ออกมาจากสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ตามตาราง กำหนดราคาขายน้ำมัน
ที่ประกาศขึ้นลงมีอะไรบ้าง ประกอบด้วย 11 กลุ่ม ได้แก่

1. โรงกลั่นน้ำมัน (EX-REFIN.) เป็นกระบวนการแปรรูปจากน้ำมันดิบ ที่นำเข้ามาหรือผลิตได้ในบ้านเราเอง
    ให้เป็นน้ำมันแปรรูปชนิดต่างๆที่เราใช้กัน จึงมีค่าใช้จ่ายต่างๆในส่วนนี้ เช่น ค่าการกลั่น ค่าขนส่ง จึงได้เป็นราคา 

    หน้าโรงกลั่น ยกตัวอย่างบริษัท ที่เป็นโรงกลั่นน้ำมัน เช่น ไทยออยล์,เอสโซ่,บางจาก,โรงกลั่นระยอง เป็นต้น

2. ภาษีสรรพสามิต (TAX) เป็นส่วนที่รัฐจัดเก็บเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ น้ำมันจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
น้ำมันแต่ละชนิดมีอัตรการจัดเก็บไม่เท่ากัน

3.ภาษีเทศบาล (M.TAX)เป็นส่วนที่รัฐกำหนดให้มีการจัดเก็บเพื่อเป็นเงินอุดหนุนและพัฒนาพื้นที่ที่มีโรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่
น้ำมันแต่ละชนิดมีอัตราการจัดเก็บไม่เท่ากัน

4.กองทุนน้ำมัน (OIL FUND)เป็นส่วนที่รัฐกำหนดขึ้นมาเมื่อไม่นาน เนื่องจากการผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
 ถ้าราคาน้ำมันสูงเกินไปมีผลต่อประชาชน รัฐจะนำเงินส่วนนี้มาในการพยุงราคาน้ำมันในประเทศไม่ให้สูงเกินไป น้ำมัน

 แต่ละชนิดมีอัตรการจัดเก็บไม่เท่ากัน

5.กองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน (CONSV.FUND)รัฐกำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน

เพื่อสงเสริมด้านพลังงานทดแทนในประเทศมีอัตราการจัดเก็บเท่ากันทุกชนิด ในอัตรา 0.10 บาทต่อลิตร

6.ราคาขายส่ง (WHOLESALE PRICE WS)คือราคาที่รวมจาก ข้อ 1-5 รวมกันได้ราคาเบื้องต้น

7.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)เป็นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในราคาขายส่ง ในอัตรา 7%

8.ราคาขายส่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (WS&VAT)เป็นราคาขายส่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว (ข้อ 6+7)

9.ค่าการตลาด (MARKETING MARGIN)เป็นส่วนของกำไรของผู้ค้าส่ง และค้าปลีกน้ำมัน ต้องส่วนนี้ส่วนใหญ่แต่และแบรนด์เอง จะควบคุม
อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ เช่น ถ้าต้นทุนน้ำมันเพิ่ม ค่าการตลาดก็น้อยจึงทำให้ต้องปรับราคาน้ำมันขายปลีกขึ้นลง ตามกลไก
ซึ่งแต่ละเจ้าสามารถแจ้งปรับเปลี่ยนได้ เป็นการแข่งขันทางการค้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปในทิศทางเดียวกัน

10.ภาษีมูลค่าเพิ่มขายปลีก (VAT)เป็นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ในอัตรา 7%

11.ราคาหน้าปั๊ม (RETAIL)เป็นราคาขายส่งรวมกับค่าการตลาดขณะนั้น แล้วรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (ข้อ 6+9+10)

 

ยกตัวอย่าง โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ประจำวันที่ 2 มีนาคม 2563


1. โรงกลั่นน้ำมัน (EX-REFIN.) =13.6767 บาทต่อลิตร

2. ภาษีสรรพสามิต (TAX) =5.9900 บาทต่อลิตร

3.ภาษีเทศบาล (M.TAX) =0.5990 บาทต่อลิตร 

4.กองทุนน้ำมัน (OIL FUND) =1.0000 บาทต่อลิตร

5.กองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน (CONSV.FUND) =0.1000 บาทต่อลิตร

6.ราคาขายส่ง (WHOLESALE PRICE WS) =21.3657 บาทต่อลิตร

7.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) =1.4956 บาทต่อลิตร

8.ราคาขายส่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (WS&VAT) =22.8612 บาทต่อลิตร

9.ค่าการตลาด (MARKETING MARGIN) =2.4568 บาทต่อลิตร

10.ภาษีมูลค่าเพิ่มขายปลีก (VAT) =0.1720 บาทต่อลิตร

11.ราคาหน้าปั๊ม (RETAIL) =25.49 บาทต่อลิตร

.........รู้ชัดแล้วนะครับว่า ราคาน้ำมันบ้านเราจึงมีราคาแพง... 

 

 

 

 

 

Visitors: 120,927